รถรับจ้างขนของกับสิ่งควรเช็คหลังกลับจากการให้บริการ

ก่อนการให้บริการขนส่งในด้านการขนของ ขนย้าย หรือขนส่งสินค้า ผู้ขับหรือทีมงานจะต้องคอยตรวจเช็คสภาพรถเพื่อความพร้อมและประสิทธิภาพของรถเพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับรถขนส่งระหว่างทาง และการเช็คสภาพรถก่อนให้บริการ ยังช่วยแก้ปัญหาได้ทันท่วงทีหากมีปัญหากับรถเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามการตรวจเช็คสภาพรถหลังจากการให้บริการขนส่งสินค้าก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน เพื่อให้รถขนของสามารถใช้งานได้ในระยะเวลาที่นานพอหากเราใส่ใจและดูแลรถรับจ้างขนของ ขนย้ายสินค้าอยู่เสมอ วันนี้ขนดีจึงมี 4 เรื่องที่ต้องเช็คสภาพรถรับจ้างขนของหลังจากขนส่งสินค้า ดังนี้

1.ระดับของเหลวในห้องเครื่องยนต์

การเดินทางที่ใช้ใช้เวลานานทั้งเรื่องระยะเวลาและระยะของการเดินทาง การทำงานของรถย่อมทำงานหนักแปรผันตามเวลาที่ใช้ ดังนั้นเครื่องยนต์ก็ย่อมผ่านการทำงานมาอย่างยาวนานเช่นเดียวกันและระดับของเหลวในระบบเครื่องยนต์อาจลดลงหรือเสื่อสภาพได้ เมื่อกลับมาจากการขนส่งสินค้าแล้ว ควรเช็คระดับของเหลวทุกจุดในเครื่องยนต์ ประกอบด้วย น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเบรก น้ำหลอเย็น และน้ำพวงมาลัย(ตามประเภทของรถที่มี) หรือแม้แต่ระดับน้ำในใบปัดน้ำฝนที่คอยฉีดกระจกเพื่อทำความสะอาดก็ต้องคอยตรวจสอบให้พร้อมใช้งานอยู่ตลอด เมื่อหากพบปัญหาหรือระดับของเหลวไม่พร้อมหรือไม่เป็นไปตามมาตรฐานในการใช้งาน ก็ควรเร่งแก้ไขและตรวจเช็คทันที

รถรับจ้างขนของกับสิ่งควรเช็คหลังกลับจากการให้บริการ รถรับจ้างขนของ รถรับจ้างขนของกับสิ่งควรเช็คหลังกลับจากการให้บริการ JNBVCG 01

รถรับจ้างขนของกับสิ่งควรเช็คหลังกลับจากการให้บริการ

2.ล้อและยาง

การเดินทางในระยะทางที่ไกลและแตกต่างกันไปตามแต่ละสภาพพื้นที่ ย่อมเจอกับสภาพถนนหรืออุปสรรคจากถนนที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น พื้นผิวถนนไม่เรียบขรุขระ ถนนมีหลุมหรือบ่อ ซึ่งหากผู้ขับบขี่มองไม่เห็นหรือขับมาด้วยความเร็ว ล้ออาจะถูกกระแทกอย่างรุนแรง และทำให้เกิดปัญหาแม็กคด แม็กร้าว หรือยางบวมได้ โดยปัญหาเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับวงล้อด้านในซึ่งทำให้ผู้ขับมองไม่เห็นหรือละเลยไป หากพบปัญหาเหล่านี้หรือที่เกี่ยวกับล้อรถและยางรถด้านอื่น ๆ เช่น แก้มยางบวม ตะปูตำ ก็ควรซ่อมแซมบำรุงรักษาหรือเปลี่ยนยางใหม่เพื่อความปลอดภัย

สำหรับการเดินทางขนส่งสินค้าที่มีต้องใชเวลาและระยะทางที่ไกลพอสมควร หลายคนอาจคิดว่า การขับรถที่มีระยะทางค่อนข้างไกลหรือไกลพอสมควร จะต้องเติมลมยางให้อ่อนกว่าปกติ เพราะคิดว่าเมื่อล้อหมุนนาน ๆ อาจจะไปเพิ่มแรงดันลมยาง ทำให้แรงดันในยางมีมากขึ้น แต่เป็นสิ่งที่ผิด เพราะว่าลมยางที่อ่อนเกินไปจะทำให้ยางมีความยืดหยุ่นมากเกินพอดี และทำให้เกิดการเสียดสีกับถนนมากกว่าปกติ ยิ่งวิ่งใช้งานไปนาน ๆ จะยิ่งทำให้เกิดความร้อนสะสมเพิ่มมากขึ้น และหากผู้ขับรถขนส่งขับตกหลุมหรือโดนกระแทกแรง ๆ ก็อาจทำให้ยางเกิดการระเบิดได้ง่าย ดังนั้นหากต้องเดินทางที่มีระยะทางไกล ควรเติมแรงดันลมยางให้มากกว่าเดิมตามที่ผู้ผลิตแนะนำสักเล็กน้อย และรถขนส่งที่ต้องบรรทุกสินค้าหรือบรรทุกของที่เพิ่มน้ำหนักใหกับรถ ก็ควรเพิ่มแรงดันยางรถยนต์คู่หลังมากกว่าที่ระบุไว้ในคู่มือหรือตามคำแนะนำผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้น้ำหนักกระจายไปได้ทั่ว ๆ ตัวรถ เพราะกาะเติมลมยางให้มากกว่าเดิมจะช่วยให้ยางรถคงที่และลดการเสียดสีบนพื้นถนนและไม่ทำให้ยางเกิดการระเบิดได้ง่าย และยังช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้อีกด้วย

3.เช็คระบบช่วงล่างและระบบกันสะเทือน

จากการเดินทางที่ไกลและไปพบเจอกับสภาพถนนที่เป็นหลุม บ่อ หรือพื้นผิวถนนที่ไม่เรียบ ซึ่งอาจทำให้ระบบช่วงล่างอาจได้รับความเสียหายจากการตกหลุมหรือกระแทกอย่างรุนแรงกับตัวรถ หากกลับจากการขนส่งสินค้ามาแล้วนั้น วิธีเช็คง่าย ๆ ที่อาจทำได้ในขั้นต้น คือ การฟังเสียงผิดปกติขณะรถเคลื่อนที่ผ่านพื้นผิวขรุขระ หรือขณะหมุนพวงมาลัย หากได้ยินเสียงที่กุกกักหรือผิดปกติต่างจากเดิม ก็ถึงเวลาที่ต้องเข้าสู่อู่ซ่อม เพื่อรักษารถของเรา

4.ไส้กรองอากาศ

การเช็คไส้กรองอากาศก็เป็นสิ่งที่จพำเป็นและต้องเช็คหลังกลับจากการให้บริการด้านการขนส่งสินค้า และต้องขับผ่านถนนที่มีปริมาณของฝุ่นมาก ๆ เมื่อกลับมาแล้วก็ควรถอดไส้กรองอากาศมาทำความสะอาดสิ่งสกปรกหรือฝุ่นออก เพื่อให้เครื่องยนต์ของเรากลับมาทำงานได้อย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพเหมือนเดิม

จากที่กล่าวมาข้างต้นสิ่งเหล่านี้เป็นวิธีตรวจเช็คสภาพรถง่าย ๆ หลังจากเดินทางไกลในการขนส่งสินค้า แต่ในทางที่ดีก็ควรตรวจเช็คสภาพอยู่เสมอจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ทราบถึปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นและแก้ไขได้อย่างตรงจุด เพราะหากบริษัทขนส่งอย่างการให้บริการรถรับจ้างขนของรู้จักดูแลรถให้อยู่ในสภาพดีเสมอ ก็จะช่วยยืดอายุการใช้งานและขับขี่ได้อย่างปลอดภัย มั่นใจ สบายใจหายห่วง อ่ายบทความอื่น ๆ ได้ที่นี่

2018-09-10T10:36:52+00:00